บทที่ 10 ความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างอธิบายยาก
“อารมณ์ดีอะไรหือ น้องสายป่าน” รุ่นพี่พนักงานคนหนึ่งหันมาถาม เมื่อได้ยินเสียงฮัมเพลงอย่างคนอารมณ์ดีมาจากเลขาฯ น้องใหม่
“อารมณ์ดีเพราะว่าวันนี้ตอนเย็นมีเพื่อนนั่งดูซีรีส์แล้วค่ะ” หันไปตอบพร้อมกับรอยยิ้มอันร่าเริง
“น่าอิจฉาจังเลยนะ ว่าแต่เพื่อนแน่เหรอ”
“อืม...” ดวงตากลอกมองสูงขึ้นไปทำท่าคิดหนัก
อันที่จริงสุชาดาเองก็เริ่มสับสนกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมนี้แล้วเหมือนกัน จะเรียกหาว่าปัณณวิชญ์เป็นเพื่อนก็ดูจะไม่ให้ความเคารพ จะให้เป็นรุ่นพี่ก็ไม่น่าใช่ แต่จะเป็นเจ้านาย เวลาอยู่ออฟฟิศนั้นไม่แปลก แต่เวลาอยู่ที่ห้องตามลำพังสองคนนี่สิ ปัณณวิชญ์ไม่เคยวางท่าถือตัวว่าเป็นถึงท่านประธานฯ กับเธอเลยแม้สักครั้ง
“ว่าไงจ๊ะ...”
“เออ...เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างอธิบายยากค่ะ” ยักไหล่ หัวเราะร่วนออกไปเพราะเธอไม่รู้จริง ๆ ว่าสมการความสัมพันธ์นี้ควรเรียกมันว่าอะไรดี
เมื่อถึงเวลาเลิกงาน เลขาฯ คนสวยนั่งรออยู่หน้าห้องเจ้านาย กระทั่งเห็นว่าเวธัสผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เดินขึ้นมารับท่านรองฯ แล้วออกไปพร้อมกัน นั่นจึงเป็นสัญญาณว่าเธอสามารถกลับบ้านได้
คนที่หัวใจจดจ่อรอกินมื้อค่ำแสนอร่อยรีบดีดก้นขึ้นจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปกดลิฟต์ เพื่อลงไปยังชั้นซึ่งมีทางเดินเชื่อมต่อไปยังอาคารจอดรถแล้วเดินไปยังจุดนัดพบ เห็นรถสปอร์ตของท่านประธานสตาร์ทเครื่องยนต์รออยู่ก่อนแล้ว
“ขอโทษที่ลงมาช้าค่ะ”
“อืม ไม่เป็นไร” ตอบพร้อมเคลื่อนรถออกจากช่องจอดแล้วขับวนลงไปยังถนนเบื้องล่าง
“คุณไออุ่นคะ หนูมีคำถาม”
“คำถามอะไร” ปัณณวิชญ์เหลือบหางตามามองเหมือนไม่ค่อยมั่นใจในความแปลกของคนที่นั่งด้านข้าง
“คุณไออุ่นมีแฟนหรือเปล่าคะ”
ตั้งแต่มาทำงาน สุชาดาท่องจำโปรไฟล์ของเจ้านายทั้งสองคนจนขึ้นใจ แต่ขาดพร่องไปในเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับคนรัก แรกทีเดียวเลขาฯ สาว ท่องจำว่าปัณณรินทร์ไม่มีแฟน แต่มารู้ภายหลังว่าเจ้านายสาวคนสวยแอบคบหากับเวธัสผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการตลาดมาตั้งหลายปีแล้ว เพียงแค่ไม่ได้เปิดตัวหวือหวา จึงชักไม่ค่อยมั่นใจว่าปัณณวิชญ์จะมีแฟนหรือคนรักที่แอบคบหากันอยู่หรือไม่
“เธอคิดว่ายังไงล่ะ”
“อืม...หนูคิดว่าคุณไออุ่นไม่มีแฟน” ตอบออกไปตามความคิดเห็นตัวเอง
“ถ้าเธอคิดอย่างนั้นแล้วมาถามฉันทำไม”
“เพราะว่าหนูอยากได้คำยืนยันไงคะ”
“แล้วเธอต้องการคำยืนยันไปเพื่ออะไร”
“ถ้าคุณไออุ่นมีแฟน หนูจะได้ระวังตัว ไม่ใกล้ชิดกันมากเกินไป แต่ถ้ายังไม่มี หนูจะได้สบายใจ ชวนคุณไออุ่นไปกินเบียร์ได้แบบไม่รู้สึกผิด”
“ฮึ ฮึ แค่อยากได้เพื่อนกินเบียร์เนี่ยนะ”
“แหม...เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนที่กวาดห้อง ถูห้อง ล้างจานให้เราด้วยมันหายากนี่คะ”
“อ๋อ ตกลงว่าที่เธอชวนฉันมากินเบียร์เพราะหวังให้ฉันล้างจานให้งั้นเหรอ”
“แหะ ๆ หนูไม่ได้พูดสักหน่อย แล้วตกลงว่ายังไงคะ คุณไออุ่นมีแฟนหรือเปล่า”
“ไม่มีหรอก เธอสบายใจได้”
“เย่ อย่างนั้นหนูค่อยโล่งอกหน่อย” มือตบลงไปบนอกเสื้อเชิ้ต
บังเอิญช่วงวินาทีนั้นปัณณวิชญ์ดันเหลือบตาไปมองพอดี ร่องเสื้อช่องว่างระหว่างกระดุมเปิดช่องโหว่ตรงกลาง ทำให้เขามองทะลุงเข้าไปด้านใน เห็นขอบเสื้อในลายดอกไม้สีหวาน กับเนินอกสีขาวอวบอิ่มจนเขาถึงกับต้องรีบสะบัดสายตากลับไปมองถนนด้านหน้าตามเดิม
“คุณไออุ่นคะ” เจ้าของเนินอกขาวเอียงคอ หันไปมองเหงื่อซึมของโชเฟอร์
“หือ อะไร”
“ร้อนเหรอคะ ทำไมเหงื่อออกเต็มเลย”
“อือ” พยักหน้ารับสุ่มสี่สุ่มห้าออกไป จะให้บอกได้ยังไงว่าไอ้เหงื่อที่มันไหลมาจากสิ่งที่ตาเห็น
“อะไรจะขี้ร้อนขนาดนั้น หนูนั่งอยู่นี่แอร์รถคุณไออุ่นเป่าจนหัวหนูแม่คะนิ้งจะเกาะผมแล้วนะคะ”
“เธอนี่มันเพ้อเจ้อ พูดไปเรื่อยเปื่อยจริง ๆ”
ปัณณวิชญ์เดินเข็นรถสำหรับใส่สินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตตามหลังหญิงสาวตัวเล็กเข้าไปเลือกซื้อของสด สำหรับนำไปทำเมนูปิ้งย่างเกาหลี
“คุณไออุ่นกินอันนี้ไหมคะ” สาวน้อยหยิบห่ออาหารแช่แข็งสำเร็จรูปชิ้นหนึ่ง วิ่งกลับมาถามความสมัครใจของเจ้านาย
“ไหนบอกว่าวันนี้จะกินปิ้งย่างไง แล้วทำไมถึงซื้อเส้นต๊อกโบกิไปล่ะ”
“ซื้อเอาไปเก็บไว้ไงคะ เผื่อวันหน้าเราต้มรามยอนกินอีก ใส่เส้นอันนี้ลงไปด้วยอร่อยดีนะ”
“ถ้าเธออยากกินก็ซื้อไปสิ จะมาถามฉันทำไม” มือหยิบเส้นต๊อกโบกิชนิดที่ข้างในเขียนว่าสอดไส้ชีสวางลงไปในรถเข็น
“หนูกลัวว่าซื้อไปแล้วคุณไออุ่นไม่กิน หนูกินคนเดียวอ้วนตายเลยนะคะ”
“นี่เธอกลัวอ้วนเป็นเหมือนกันเหรอ”
“ก็นิดหน่อยค่ะ” มือยกขึ้นมาทำท่าทางประกอบคำว่านิดหน่อยอย่างน่ารัก
“ถ้าชอบจริง ๆ อยากกินอะไรก็กินไปเถอะ”
“แล้วคุณไออุ่นจะกินด้วยกันไหมคะ ถ้าคุณไออุ่นไม่ชอบ หนูไม่ซื้อก็ได้ ไปซื้ออย่างอื่นแทน”
“ปกติไม่ค่อยได้กิน แต่ถ้าเธอซื้อไป ฉันจะกินเป็นเพื่อน นาน ๆ กินทีคงไม่เป็นไร” ไม่ใช่เพราะกลัวเกรงเรื่องน้ำหนักขึ้น แต่เพราะปกติเขาเป็นคนค่อนข้างดูแลเรื่องสุขภาพ อาหารการกินเป็นทุนเดิม แต่รู้สึกโภชนาการที่ควบคุมมาได้หลายปีชักเริ่มหย่อนยานตั้งแต่มารู้จักยัยเลขาฯ ขี้เมาคนนี้แหละ
“ฉันเห็นเธอซื้อแต่ไส้กรอก เนื้อสัตว์ ไม่เห็นเธอหยิบผักสักที”
เพราะรู้เมนูล่วงหน้าว่าวันนี้จะกินเมนูปิ้งย่างอาหารเกาหลี ซึ่งตามปกติแล้วจะต้องกินเนื้อสัตว์ห่อกับผักและเครื่องเคียง แต่ในรถเข็นเท่าที่เห็น ปัณณวิชญ์ยังไม่เห็นสีเขียวของผักชนิดใดเลย นอกจากกิมจิสีส้มแดง
“ก็หนูไม่ชอบกินผักนี่คะ” เสียงดังฟังชัดตอบกลับมาในทันที
“เธอจะกินปิ้งย่างเกาหลียังไง โดยไม่ห่อผัก?”
“หนูก็กินแต่หมูสามชั้นย่างไงคะ เอาหมูสามชั้นจิ้มน้ำจิ้มแล้วใส่ปากเลย ไม่ต้องไปเสียเวลาห่อ”
“แต่ผักมันมีประโยชน์นะ”
“คุณไออุ่นขา หนูโตแล้วนะคะ ไม่ใช่เด็กสองขวบ ไม่ต้องมาหลอกล่อให้หนูกินผักหรอกน่า”
“ทีเธอยังหลอกล่อให้ฉันกินแป้งกับเนื้อสัตว์ได้เลย” ปัณณวิชญ์ชี้นิ้วลงไปยังหมูสามชั้นติดมันจำนวนมากที่อยู่ในรถเข็น ไม่นับรวมไส้กรอก เบคอน แฮมต่าง ๆ
“เอ้า...หนูทำปิ้งย่างสูตรลับเฉพาะของหนูไงคะ”
“แต่เวลากินปิ้งย่างเกาหลี ฉันชอบกินเนื้อห่อกับใบงา ผักแคล กรีนโอ๊ค อันนี้ฉันชอบ” พูดพร้อมเดินไปหยิบผักสลัดสีเขียวยกมันขึ้นมาชูให้คนชวนกินมื้อค่ำเห็น
“ก็ได้ค่ะ เห็นแก่คุณไออุ่น มื้อนี้หนูอนุญาตให้มีผักสีเขียวก็ได้”
ปัณณวิชญ์เดินหอบหิ้วถุงพลาสติกจำนวนมากเข้ามายังส่วนซึ่งถูกแบ่งเอาไว้ทำหน้าที่เป็นลักษณะเหมือนห้องครัวขนาดย่อม เขายืนมองเจ้าของห้องเปิดลิ้นชักหมุนซ้ายหมุนขวา หยิบจับอาหารสดต่าง ๆ จากถุงพลาสติกนำออกมาล้าง วางใส่ลงไปในถาดบ้าง กะละมังบ้าง
เมื่อสำรวจมองดูดี ๆ พอเดาได้ว่าปกติห้องนี้คงไม่ได้รับแขก หรือมีใครมาเยี่ยมเยือนบ่อยนัก สังเกตได้จากจานชามช้อน มีจำนวนเพียงสองสามชุด ไม่ได้ซื้อหรือเตรียมเอาไว้เผื่อจำนวนมากนัก
“อยากให้ฉันช่วยหรือเปล่า”
“ถ้าคุณไออุ่นอยากช่วย อย่างนั้นคุณไออุ่นล้างผักก็ได้ค่ะ อยากกินผักอะไรก็ล้างไปเลย” ปากบางยู่ย่นใช้ต่างนิ้วชี้ไปยังซิงค์ล้างจานด้านข้าง
ไฮโซหนุ่มทายาทเศรษฐีระดับแสนล้านปลดกระดุมแขนเสื้อพับทบขึ้นไปแล้วนำผักสดใบสีเขียวทั้งหลายออกมาจัดการล้างอย่างพิถีพิถัน ในขณะเจ้าของห้องนั้นกำลังจัดการนำหมูสามชั้นและเนื้อออกมาคลุกเคล้าเครื่องปรุงเพื่อหมักให้มีรสชาติเพิ่มขึ้น
“คุณไออุ่น หนูขอล้างมือหน่อย”
เจ้าของร่างสูงยืนตัวตรงไม่กล้าขยับ เมื่อด้านหลังนั้นสองแขนสั้นโอบข้าม มาจากสองฟากทั้งด้านซ้าย ด้านขวา มือบางยื่นออกไปรองอยู่ใต้ก๊อกน้ำสะอาดพลิกกลับถูกันไปมา ขณะศีรษะรอดใต้ซอกรักแร้ของเขาออกมายื่นหน้าแจกยิ้มแป้น
“ยิ้มอะไร” จังหวะหัวใจเต้นผิดทำนองไปจากเดิม เมื่อก้มลงไปสบดวงตากลมโต
“คุณไออุ่นจั๊กแร้หอมมาก” จมูกรั้นยกขึ้นไปทำท่าสูดกลิ่นใต้วงแขนเจ้านาย จนปัณณวิชญ์ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกหรือทำหน้าอย่างไรที่ถูกชมแบบนี้
“จั๊กแร้ฉันเนี่ยนะ”
“ใช่ค่ะ ไข่ก็หอม จั๊กแร้ก็หอม หอมไปหมดทั้งตัวเลย”
